25 มกราคม 2562 ปรับแผน-แก้ฝุ่น ให้ผู้ว่าราชการ กทม. ควบคุมแหล่งเกิดมลพิษ

ที่มา: https://www.thairath.co.th/content/1479045

คณะกรรมการควบคุมมลพิษปรับแผนแก้ฝุ่น ให้อำนาจผู้ว่าฯ กทม. ควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ เฉพาะเขตที่ฝุ่นเกิน 75 มคก./ลบ.ม. กำชับทุกหน่วยงานส่งแผนป้องกัน นักวิชาการชี้ยังไม่มีประเทศไหนในโลกทำตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลกได้ จ่อเอาผิดเพจลวงข้อมูลฝุ่นบิดเบือนทำประชาชนตื่นตระหนก ขณะที่ กทม.-ปริมณฑล ฝุ่นพิษยังเกินค่ามาตรฐาน 11 จุด สถานการณ์ “ฝุ่นพิษ” ที่ปกคลุมกรุงเทพมหานคร ยังเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องหาทางแก้ไขโดยเร็ว เนื่องจากยิ่งนานวันจะเกิดผลกระทบมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมมลพิษ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีการเสนอมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 พื้นที่ กทม.และปริมณฑล โดยจะยกระดับความเข้มข้นของมาตรการ หากปริมาณฝุ่น PM 2.5 เกิน 75-100 มคก./ลบ.ม. ให้ผู้ว่าฯกทม.ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตาม พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ.2535 ประกาศกำหนดให้เขตที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานเป็นพื้นที่ควบคุม เหตุรำคาญ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข หากสถานการณ์ฝุ่นละอองมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น มีค่าฝุ่นเกิน 100 มคก./ลบ.ม. ให้เรียกประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อพิจารณามาตรการแก้ไขผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 เป็นการเฉพาะ ก่อนนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อใช้อำนาจหรือข้อสั่งการเพื่อลดมลพิษทางอากาศให้ลดลงและไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน ขณะนี้ผู้ว่าฯ กทม. เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์แก้ปัญหา PM 2.5 จากการประชุมครั้งนี้ ได้มีข้อเสนอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยกรมอุตุนิยมวิทยา กรมการขนส่งทางบก กรมฝนหลวงและการบินเกษตร หรือแม้แต่กรมควบคุมมลพิษ ส่งแผนดำเนินการแก้ไขปัญหาหากฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน 75-100 มคก./ลบ.ม. เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของผู้ว่าฯ กทม. ว่าจะต้องดำเนินการแก้ปัญหาอย่างไร โดยกำชับให้หน่วยงานเร่งส่งแผนโดยเร็ว กทม.มี 50 เขต ค่าฝุ่นไม่ได้เกินมาตรฐานในทุกเขต การควบคุมประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ สามารถสั่งยุติกิจกรรมที่ก่อมลพิษเป็นดุลพินิจของผู้ว่าฯ กทม. รวมทั้งให้มีการระดมสรรพกำลังจากเขตอื่นๆ มาร่วมแก้ปัญหาด้วย ที่ประชุมได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อมมาหารือถึงความเป็นไปได้ ในการปรับค่ามาตรฐานฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในระดับที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำไว้ที่ 25 มคก./ลบ.ม. เป็นค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง แต่ที่ประชุมยังไม่มีข้อสรุปในเรื่องนี้ ด้านอาจารย์คณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตอธิบดี กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีข้อเสนอจากหลายฝ่ายให้ปรับแก้ค่ามาตรฐานฝุ่น PM 2.5 ให้เท่ากับที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ เพื่อลดผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชน ปัจจุบันค่าเฉลี่ย PM 2.5 ของไทยอยู่ในมาตรฐานเดียวกับหลายประเทศ ที่กำลังพัฒนาคือ 50 มคก./ลบ.ม. ในอนาคตไทยมีโอกาสปรับค่ามาตรฐานได้ หากรถไฟฟ้าสร้างเสร็จ การจราจรคล่องตัว มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำมันให้เข้ามาตรฐานยูโร 5-6 ที่ผ่านมา ไทยได้ปรับค่ามาตรฐานในสารมลพิษหลายตัวมาแล้ว ต้องดูความเป็นไปได้ในการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม 2535 ซึ่งให้อำนาจ รมว.ทรัพยากรฯกำหนดค่ามาตรฐานโดยคำนึงถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ สังคมเทคโนโลยีควบคู่กัน สำหรับค่ามาตรฐานแนะนำ PM 2.5 ราย 24 ชั่วโมง ที่องค์การอนามัย โลกกำหนดมีอยู่ 3 ระดับคือ ระดับเป้าหมายที่ 1 คือไม่เกิน 75 มคก./ลบ.ม. ระดับเป้าหมายที่ 2 จะเข้มข้นมากขึ้นเป็น 50 มคก./ลบ.ม. ระดับเป้าหมายที่ 3 อยู่ที่ 35 มคก./ลบ.ม. จากนั้นจะเข้าสู่คำแนะนำเข้มข้นที่สุดที่องค์การอนามัยโลกระบุไว้ที่ 25 มคก./ลบ.ม. ค่าเกณฑ์ขึ้นกับแต่ละประเทศจะเลือกใช้เพื่อป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้นจากฝุ่นละออง “แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ใช้ค่าฝุ่นราย 24 ชั่วโมง อยู่ที่ 25 มคก./ลบ.ม. ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายนี้อย่างแท้จริง ค่าเฉลี่ยของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 35 มคก./ลบ.ม. ขณะที่สหภาพยุโรป ค่าฝุ่นละอองรายปีอยู่ที่ 25 มคก./ลบ.ม. ถือว่าเกินค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกตั้งไว้อยู่ที่ 10 มคก./ลบ.ม. ยังไม่มีประเทศใดในโลกสามารถทำตามเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลกได้”  ไทยกำหนดค่าฝุ่นละอองรายปี อยู่ในระดับเป้าหมายที่ 2 ปี 2561 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 26-27 มคก./ลบ.ม. เกือบทำตามเป้าหมายได้ เชื่อว่าแนวโน้มในอนาคตค่าฝุ่นละอองจะดีขึ้นในระยะยาว สำหรับค่าเฉลี่ยฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล เฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ที่ 75 มคก./ลบ.ม. ถือว่ายังไม่รุนแรงหากเทียบกับปีที่ผ่านมาที่สูงถึง 130 มคก./ลบ.ม., จากนี้มาตรการควบคุมจะช่วยให้สถานการณ์ค่อยๆ ดีขึ้น ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สถาบันโรคผิวหนังได้รับเคสผู้ป่วยเข้ามาปรึกษาจำนวน 3 เคส เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ผู้ป่วยไปฉีดฟิลเลอร์ที่คางจากคลินิกเอกชนและคางเกิดเบี้ยว เนื่องจากผู้ป่วยคันจึงเกาจนคางเบี้ยว ที่สถาบันโรคผิวหนังออกมาเตือน เพราะปัจจุบันคนฉีดโบทอกซ์และฟิลเลอร์กันเยอะ หากใครเพิ่งไปฉีดมา ขอให้หลีกเลี่ยงเข้าไปในพื้นที่ที่มีฝุ่นจำนวนมาก ดูแลตัวเองหาหน้ากากมาใส่ เมื่อกลับถึงบ้านให้ล้างหน้าทำความสะอาดผิว ช่วงเช้าวันเดียวกัน ผวจ.สมุทรสาคร พร้อมเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง นำเครื่องฉีดละอองน้ำไปฉีดพ่นบริเวณริมถนนเอกชัย หน้าห้างแม็คโคร ต.โคกขาม อ.เมืองสมุทรสาคร ถนนสายรองที่เชื่อมต่อกับถนนพระราม 2 เป็นแหล่งโรงงานอุตสาหกรรมหลายขนาด ห้างสรรพสินค้าและแหล่งชุมชน มีรถสัญจรผ่านจำนวนมาก โดยนำรถดับเพลิงบรรทุกน้ำต่อพ่วงกับเครื่องพ่นน้ำมาฉีดเพื่อลดปริมาณฝุ่นละออง ทั้งนี้ ปริมาณฝุ่นละอองบริเวณคู่ขนานถนนพระราม 2 อำเภอเมืองสมุทรสาคร และที่ ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบนยังมีค่าเป็นสีส้ม ขณะที่กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล เมื่อวันที่ 24 ม.ค. มีค่าฝุ่นอยู่ที่ 36-70 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) คุณภาพอากาศอยู่ในระดับคุณภาพปานกลางถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ จากสภาพอุตุนิยมวิทยาที่อากาศในช่วงเช้า อากาศลอยตัวดีขึ้น ลมพัดแรงขึ้น ส่งผลทำให้สถานการณ์ PM 2.5 พื้นที่ กทม.และปริมณฑล ปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ลดลงจากเมื่อวันที่ 23 ม.ค.เล็กน้อย ปริมาณฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) 11 พื้นที่ โดยพื้นที่ริมถนน เกินค่ามาตรฐาน 6 สถานี ได้แก่ ริมถนนกาญจนาภิเษก เขตบางขุนเทียน 53 มคก./ลบ.ม., ริมทางคู่ขนาน ถนนพระราม 2 อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 71 มคก./ลบ.ม. ริมถนนพระราม 3-เจริญกรุง เขตบางคอแหลม 54 มคก./ลบ.ม., ริมถนนรัชดาฯ-ท่าพระ เขตธนบุรี 55 มคก./ลบ.ม., ริมถนนพระราม 3 เขตยานนาวา 51 มคก./ลบ.ม., ริมถนนพระราม 2 เขตบางขุนเทียน 54 มคก./ลบ.ม. พื้นที่ทั่วไปเกินค่ามาตรฐาน 5 สถานี ได้แก่ ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ 57 มคก./ลบ.ม., ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร 53 มคก./ลบ.ม., แขวงคลองเตย เขตคลองเตย 64 มคก./ลบ.ม., ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 55 มคก./ลบ.ม., ตำบลนครปฐม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม 54 มคก./ลบ.ม.